<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://mdh.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/21336</link>
<guid isPermaLink="false">025ea7876bab874a55638f2e77d1026b</guid>
<pubDate>Sat, 02 Apr 2022 18:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์</b> ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมชาวบ้านเรียกว่าวัดมโนรมย์ ตั้งอยู่บนเขามโนรมย์ บ้านเขามโนรมย์ หมู่ที่ ๙ ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร&nbsp;จังหวัดมุกดาหาร มีเนื้อที่ ๖๖ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ออกจากเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบแล้ว ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนที่ ๖๙ ก ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ตามโฉนดที่ดิน(น.ส. ๔ จ.) เลขที่ ๖๒๔๕๑</p>

<p><b>อาณาเขต</b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทิศเหนือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จดอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ทิศใต้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จดอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ทิศตะวันออก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จดอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ทิศตะวันตก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จดอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ<br />
จากหลักฐานการสร้างจากแผ่นศิลา ได้กล่าวว่า พระอาจารย์บุ นนฺทวโร เจ้าอาวาสวัดมโนภิรมย์ บ้านชะโนด และผู้สร้างวัดลัฏฐิกวัน พร้อมด้วยคนของท่านขุนศาลา ได้สร้าง<br />
๑. พระธาตุภูมโนรมย์ เป็นพระธาตุทรงแปดเหลี่ยม มีเอวเป็นฐานหักเชิงเป็นรูปแปดเหลี่ยม รัศมีประมาณ ๒.๕ เมตร เป็นรูปทรงปรีแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ เป็นลักษณะปริศนาธรรมตามความหมายแรกเป็นนรกภูมิ ส่วนที่ ๒ เป็นโลกภูมิ ส่วนที่ ๓ เป็นสวรรค์ภูมิ ความสูง ๔.๕ เมตร</p>

<p>๒. พระอังคารเพ็ญ เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก สร้างพร้อมรอยพระพุทธบาท เพื่อให้ครบ คือ พระธาตุ พระพุทธรูป และรอยพระบาท ตามความเชื่อของผู้สร้าง</p>

<p>๓. แผ่นศิลาจารึกบันทึกประวัติการก่อสร้าง จำนวน ๑ แผ่น ติดอยู่หลังของพระอังคารเพ็ญ</p>

<p>๔. รอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดเล็ก ซึ่งสร้างขึ้นจากหินทราย มีความกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ความยาว ๑.๘ เมตร สร้างเป็นลักษณะลอยตัวสูงขึ้นจากพื้นประมาณ ๙๐ เซนติเมตร</p>

<p>เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารเห็นว่าวัดดังกล่าวเป็นวัดร้าง จึงได้มอบหมายให้พระครูอุดมธรรมรักษ์ (ยอด ยสชาโต) เจ้าคณะอำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชมุกดาหารคณี ได้ขึ้นมาบูรณะบำรุงรักษาและป้องกันการทำลายโบราณสถานดังกล่าว และยังได้มีการสร้างพระพุทธสิงห์สองจำลองประดิษฐานไว้เป็นที่เคารพสักการะอีกองค์หนึ่ง</p>

<p>ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ ทางคณะสงฆ์และจังหวัดมุกดาหารได้ร่วมใจกันจัดสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ ในชื่อ&quot;&quot;พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์&quot;&quot; เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก ๓๙.๙๙ เมตร สูง ๕๙.๙๙ เมตร ความสูงจากฐานถึงยอดเศียร ๘๔ เมตร โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและเงินบริจาคจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วไปกว่า ๑๐๐ ล้านบาท</p>

<p>ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ พระมหามงคล มงฺคลคุโณ เจ้าอาวาสวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ได้ดำเนินการก่อสร้างพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๐ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช เป็นรูปปั้นองค์พญานาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยรูปปั้นองค์พญานาคนี้ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่อยู่บนเขาภูมโนรมย์ภายในวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ องค์พญานาคมีสีฟ้าอมเขียว หันพระเศียรมองลงไปยังแม่น้ำโขงเบื้องล่าง ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาต่อพญานาคที่ผู้คนแถบลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาเมืองริมโขง ให้ร่มเย็นเป็นสุข พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราชเป็นรูปปั้นองค์พญานาคองค์ใหญ่ที่น่าเกรงขามงดงาม มีความยาว ๑๒๒ เมตร สูง ๒๐ เมตร ซึ่งเป็นรูปปั้นองค์ลำตัวมีสีฟ้าอมเขียว และสลักลวดลายเกล็ดอย่างวิจิตรงดงาม บริเวณท้องพญานาคขดตัวเป็นช่องคล้ายซุ้มประตูโค้ง ซึ่งมีอยู่ด้วยกันเจ็ดซุ้ม ผู้ที่ศรัทธาพญานาค นิยมมาสักการะขอพร และเดินลอดท้องพญานาคเพื่อความเป็นสิริมงคล องค์พญานาคพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราชเปรียบเสมือนพญานาคฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสามองค์พญานาค (พญานาค ๓ พิภพ) ที่มีความสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร ที่สร้างขึ้นตามความเชื่อของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งพญานาค ๓ พิภพ ได้แก่ พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช (พญานาคดิน) ที่แก่งกะเบา พ่อปู่พญาอนันตนคราช (พญานาคน้ำ) สะพานมิตรภาพแห่งที่ ๒ และพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช (พญานาคฟ้า) ที่วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์แห่งนี้</p>

<p>ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ พระมหามงคล มงฺคลคุโณ เจ้าอาวาสวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดมุกดาหาร ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. ไปประดิษฐานที่แท่นฐานชุกชีของพระพุทธรูป และขอพระราชทานชื่อพระพุทธรูปดังกล่าว ซึ่งได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ขอพระมหากรุณา และพระราชทานชื่อพระพุทธรูปดังกล่าวว่า<b>&rdquo;พระพุทธมิ่งมงคลมุณีศรีมุกดาหาร&rdquo;</b>&nbsp;มีความหมายว่า พระพุทธรูปอันเป็นมิ่งมงคลของเมืองมุกดาหาร</p>

<p>วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์และเป็นศาสนสถานที่พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นมงคล และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน ทั้งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อเป็นจุดชมทิวทัศน์ของเมืองคู่แฝด คือ เมืองมุกดาหาร ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงหอแก้ว แม่น้ำโขง และสะพานมิตรภาพแห่งที่ ๒&quot;&nbsp;</p>

<p>วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ ยกฐานะจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุจำพรรษาเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ รวมอายุถึงปัจจุบัน ๑๐๔ ปี (ข้อมูล ณ ๒/พ.ย./๒๕๖๕)</p>

<p><b>การศึกษา</b></p>

<p>- มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖</p>

<p>- มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖</p>

<p><b>การบริหารและการปกครอง</b></p>

<p>ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้</p>

<p>รูปที่ ๑&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;พระอธิการบุญเหลือ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถึง พ.ศ. ๒๕๕๒</p>

<p>รูปที่ ๒&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระปลัดปราณี ปราสฺสโร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๒&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถึง พ.ศ. ๒๕๕๖</p>

<p>รูปที่ ๓&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระมหามงคล มงฺคลฺคุโณ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๖&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถึง ปัจจุบัน</p>

<p><b>อาคารเสนาสนะ</b> ปูชนียวัตถุสำคัญ - พระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติฯ หน้าตักกว้าง ๔๐ เมตร สูง ๘๔ เมตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;- พระธาตุภูมโนรมย์ รัศมี ๒.๕ เมตร ความสูง ๔.๕ เมตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;- รอยพระพุทธบาทจำลอง ความกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ความยาว ๑.๘ เมตร สูง ๙๐ เซนติเมตร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;- พระพุทธรูปพระอังคารเพ็ญ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -&nbsp;พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ยาว 122 เมตร สูง 20 เมตร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mdh.onab.go.th/th/file/get/file/202204027fc9b0e611534697e4f4c5b5d8c80b26185609.jpg' type='image/jpg' length='1961924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพุทธโธธัมมธโร (วัดภูด่านแต้)]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/11171</link>
<guid isPermaLink="false">909d1c1c70a7254f2c71de2546a8b859</guid>
<pubDate>Tue, 07 Sep 2021 16:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><font color="#000000"><strong>วัดพุทธโธธัมมธโร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า วัดภูด่านแต้&nbsp;</strong>ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข&nbsp;212&nbsp;ห่างจากตัวอำเภอนิคมคำสร้อยประมาณ&nbsp;4&nbsp;กิโลเมตร ตรงหลักกิโลเมตรที่&nbsp;134&nbsp;ณ เลขที่&nbsp;133&nbsp;หมู่ที่&nbsp;1&nbsp;บ้านชัยมงคล ตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย มีหลวงพ่อธรรมจักร พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่หลังคาพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ปางปฐมเทศนา ศิลปะรัตนโกสินทร์ ประยุกต์ ออกแบบโดยท่านพ่อลี ธัมมธโรที่เคยดำริจะก่อสร้างที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ หันหน้าออกอ่าวไทยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจแก่นักเดินเรือและประชาชนที่อาศัยในละแวกใกล้ๆ นั้น เมื่อท่านหลวงพ่อลี ละสังขารก็ไม่มีผู้ใดสานต่อเจตนารมณ์ ท่านอาจารย์สมพงษ์ ขันติโก ลูกศิษย์พระอาจารย์ลี เจ้าอาวาสวัดพุทโธธัมธโร ได้ก่อสร้าง เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์กัมมัฏฐาน ตามแบบที่ท่านพ่อลีออกแบบทุกประการ หลวงพ่อธรรมจักรสร้างบนหลังคาอุโบสถ องค์พระสูงใหญ่มาก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อยู่ห่างจากถนนชยางกูรประมาณ&nbsp;500&nbsp;เมตร ประชาชนเดินทางผ่านไปมามองเห็นองค์พระได้ชัดเจน ตรงหน้าหลวงพ่อธรรมจักร มีรูปปั้นพระอรหันต์เบญจวัคคี ก่อด้วยอิฐถือปูน หันหน้าเข้าหาหลวงพ่อธรรมจักร นับเรียงจากซ้ายไปขวา องค์ที่&nbsp;1&nbsp;พระอัญญาโกญทัญญะ องค์ที่&nbsp;2&nbsp;พระวัปปะ องค์ที่&nbsp;3&nbsp;พระภัทธิยะ องค์ที่&nbsp;4&nbsp;พระมหานามะ องค์ที่&nbsp;5&nbsp;พระอัสสชิ</font></p>

<p><font color="#000000">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านหลังหลวงพ่อธรรมจักร เป็นธรรมจักรขนาดใหญ่สูงเท่าองค์หลวงพ่อธรรมจักร มองเห็นเป็นภูมิทัศน์ มีความแปลกมหัศจรรย์กว่าพระพุทธรูป ทุกบาง ที่เคยปรากฏ ทำให้เป็นที่หน้าสนใจของประชาชน แวะเข้าชมและนมัสการมากมาย แม้องค์พระเองก็เป็นปริศนาธรรมให้ขบคิด นิ้วพระหัตถ์ที่กล่าวถึงธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อริยสัจ&nbsp;4&nbsp;และกิเลสที่พระองค์ตัดห่างไกลโดยสิ้นเชิงคืออวิชชา&nbsp;3</font></p>

<p><font color="#000000">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเดินทางไปยังวัดได้โดยใช้ถนนหมายเลข&nbsp;212 &nbsp;อำเภอนิคมคำสร้อยห่างจาก ตัวเมืองมุกดาหาร&nbsp;15-16&nbsp;กิโลเมตร ตรงหลักกิโลเมตรที่&nbsp;134&nbsp;เลี้ยวขวาเข้าไป จะพบประดิษฐาน พระพุทธรูป ขนาดใหญ่ บางประทานธรรมมีธรรมจักรเปล่งรัศมีอยู่ด้านบน &nbsp;มีความอ่อนช้อยสวยงาม ตั้งอยู่ริมถนนชยางกูร ทางหลวงหมายเลข&nbsp;212&nbsp;บ้านชัยมงคล ตำบลโชคชัย ตรงหลักกิโลเมตรที่134&nbsp;เลี้ยวขวาเข้าไปใน บริเวณวัดซึ่ง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางห้ามมาร มีธรรมจักรเปล่งรัศมีอยู่ด้านบน สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เพราะองค์พระพุทธรูปสร้างอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ มีประชาชนจากที่ต่าง ๆ เข้าไปนมัสการ และชมความงามของ บริเวณวัดกันอยู่เสมอ</font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mdh.onab.go.th/th/file/get/file/202204022cfbb026944c0a649999752c759a0417174242.jpg' type='image/jpg' length='948819' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ) ]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/11169</link>
<guid isPermaLink="false">9ff70538dc874e737e5f7389b01daf31</guid>
<pubDate>Tue, 07 Sep 2021 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)</b>&nbsp;ตั้งอยู่บนภูเขา ในเขตอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ต้องขึ้นบันใด&nbsp;260&nbsp;ขั้น (ถ้าไม่อยากขึ้นบันไดชันๆ ท่านสามารถเดินอ้อมขึ้นไปอีกทางได้) วัดนี้เคยเป็นที่พำนักของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต พระเถราจารย์ สายวิปัสสนากรรมฐาน ภายหลังหลวงปู่หล้า ละสังขาร ได้มีการจัดสร้าง&nbsp;<b>&ldquo;เขมปัตตเจดีย์&rdquo;</b>&nbsp;บรรจุอัฐิ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.2542&nbsp;เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติ ผลงาน และเครื่องอัฐบริขารส่วนตัว ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งจำลองของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต ให้พุทธศาสนิกชน ได้มากราบไหว้ สักการบูชา</p>

<p><font color="#000000"><b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</b>วัดบรรพตคีรีมีความเป็นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2484&nbsp;เริ่มแรกพระอาจารย์ขาวได้ธุดงค์มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถ้ำภูก้อจ้อแห่งนี้ แล้วชักชวนให้ชาวบ้านแวงพากันสร้างพระพุทธรูปปูนขาวไว้หน้าถ้ำ จากนั้นก็มีพระกรรมฐานเวียนมาจำพรรษาหลายรูป จนกระทั่งในปี พ.ศ.&nbsp;2500&nbsp;ชาวบ้านแวงได้นิมนต์หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่ภูเก้า อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร พร้อมด้วยพระตาล ชาวบ้านแวงที่เป็นพระบวชใหม่ ให้มาพำนักที่ถ้ำภูก้อจ้อแห่งนี้ หลังจากนั้นชาวบ้านแวงได้ร่วมกันสร้างกุฏิขึ้นบนที่ราบหลังถ้ำ หลวงปู่หล้าได้พัฒนาวัดแห่งนี้ให้เป็นศาสนสถานที่เจริญสติกรรมฐานอันเป็นมรดกทางศาสนาที่สำคัญแห่งภาคอีสาน และท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดภูก้อจ้อนี้จนห้วงสุดท้ายแห่งชีวิต และลาสังขารไปเมื่อวันที่&nbsp;19&nbsp;มกราคม พ.ศ.2540&nbsp;สิริรวมอายุได้&nbsp;84&nbsp;ปี&nbsp;11&nbsp;เดือน</font></p>

<p><font color="#000000"><b>ประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต</b><br />
<b>ชาติภูมิ</b>.&nbsp;ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี&nbsp;<br />
เกิดเมื่อ. วันจันทร์ที่&nbsp;14&nbsp;กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454&nbsp;เป็นบุตรคนสุดท้อง&nbsp;<br />
บิดา. นายคูน เสวตร์วงศ์&nbsp;<br />
มารดา. นางแพง เสวตร์วงศ์&nbsp;<br />
<b>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชีวประวัติของหลวงปู่หล้า เขมปฺตโต</b>&nbsp;เป็นชีวิตแห่งสมณะผู้ละวางลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มุ่งสู่ ความหลุดพ้นอย่างจริงจังมั่นคง ท่านเกิดเมื่อ วันจันทร์ที่&nbsp;14&nbsp;กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454&nbsp;ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายคูน เสวตร์วงศ์ มารดาชื่อ นางแพง เสวตร์วงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง&nbsp;8&nbsp;คน อาชีพของครอบครัว คือ ทำนา ท่านศึกษาในโรงเรียนชั้นประถมปีที่&nbsp;2&nbsp;ก็ต้องออกมา ในวัยเยาว์ท่านได้มีโอกาสรับใช้พระธุดงค์ที่จาริกมา ในละแวกบ้านซึ่งมีส่วนช่วย หล่อหลอมจิตใจให้ใฝ่ในทางธรรม อายุ&nbsp;18&nbsp;บวชเป็นเณร เมื่ออายุครบเกณฑ์ก็ได้บวชเป็นพระตามประเพณี จากนั้นก็ลาสิกขา มาครองเรือนได้ประสพความเป็นอนิจจัง ทุกขัง แห่งสังขาร และการพลัดพราก ครั้นปี พ.ศ.2486&nbsp;บวชเป็นพระมหานิกายที่วัดยางมีพระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์ พรรษาแรกก็สอบ นักธรรมโทได้ วันที่&nbsp;15&nbsp;กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488&nbsp;ท่านได้บัญตติเข้าในคณะหธรรมยุต ทีวัดโพธิสมภูรณ์จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล)ครั้งเป็นพระเทพกวีเป็นอุปัชฌามย์ และให้ท่านไปพำนักฝึกการปฏิบัติหลวงปู่บุญมี ชลิตโต</font></p>

<p><font color="#000000"><b>ถวายตัวต่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต</b><b>&nbsp;</b><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังออกพรรษา ปี พ.ศ.2489&nbsp;ได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ออกวิเวกไป ตามป่าเขา ต่อมาได้มีโอกาสพบท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ถ้ำบ้านไผ่ และท่านก็เมตตาช่วยเหลือ อนุโมทนา ในกิจธุดงค์ด้วยดี เมื่อได้เวลาอันควรพระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ก็เดินทางกลับมากราบ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน และมีโอกาส ถวายการปฏิบัติรับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์ ด้วยความเคารพศรัทธา&nbsp;<br />
กระทั่งปี พ.ศ.&nbsp;2492&nbsp;ได้บังเกิดเหตุที่นำความเศร้าสลดมาสู่พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต อย่างใหญ่หลวงคือพระเดชพระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เปรียบประดุจร่มโพธิ์แก้วของท่าน ได้ละสังขาร จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ คงเหลือไว้ซึ่งคุณูปการเอนกอนันต์แห่งธรรมและขวัตรปฏิบัติอันยอดเยี่ยม พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ได้รับเป็นภาระธุระในกิจน้อยใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเพื่อบำเพ็ญกุศลถวายท่าน พระอาจารย์ใหญ่ ที่ตนมอบกายถวายชีวิตด้วยเศียรเกล้า</font></p>

<p><font color="#000000">เมื่อถวายเพลิงสรีระหลวงปู่มั่น ภูริททัตโตแล้ว ท่านจึงติดตามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ออกวิเวก และมีโอกาส ติดตามหลวงปู่เทสก์ลงไปทางใต้แถบจังหวัด ภูเก็ต-พังงา และจำพรรษาที่&nbsp;6&nbsp;ที่ โคกกลอย พระอาจารย์หล้า ธุดงค์ไปในเกาะภูเก็ต พังงา และจังหวัดตรัง ช่วงระยะหนึ่งจึงกลับมา กรุงเทพฯ พักที่วัดบรมนิวาส&nbsp;5-6&nbsp;วันแล้วกลับไปอีสาน จุดหมายคือ วัดบ้านห้วยทราย (หรือวัดวิเวกวัฒนาราม) อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านพำนักอยู่ที่นี่ พระอาจารย์หล้า เขมปัตโตได้พำนักร่วมกับ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน&nbsp;3&nbsp;พรรษา</font></p>

<p><font color="#000000"><b>สู่ภูจ้อก้อ</b><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปลายปี พ.ศ.2500&nbsp;ชาวบ้านบ้านแวงหนองสูงใต้ มากราบนิมนต์ ท่านไปพำนักที่ภูจ้อก้อ หลวงปู่หล้า เขมปัตโตจึงได้มาพำนักที่ ภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่บนภูเขา ทิวทัศน์งดงามร่มรื่นมีก้อนหินน้อยใหญ่ เรียงรายงดงาม ศาสนสถานแห่งนี้ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นผู้นำศรัทธา ในการสร้างเพื่อถวายไว้เป็นศาสนสมบัติ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ธรรมเทศนาของท่าน เป็นธรรมะพระป่าที่เข้มข้นตรงไปตรงมา หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ในปัจฉิมวัย ท่านอาพาธด้วยโรคาพยาธิ และในที่สุดท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่&nbsp;19&nbsp;มกราคม&nbsp;2539&nbsp;ก่อนมรณภาพ ท่านขอให้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล เพียง&nbsp;3&nbsp;วัน จากนั้นให้ฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย ชีวิตสมณะของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต เป็นชีวิตพระป่า พระธุดงคกรรมที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ องอาจ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่นอบน้อมต่อครูอาจารย์ผู้มีพระคุณเป็นที่สุด</font></p>

<p><font color="#000000"><b>สถานที่ตั้ง</b><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บนภูจ้อก้อ บ้านแวง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร อยู่ห่างจากตัวอำเภอหนองสูงไปทางทิศใต้ประมาณ&nbsp;19&nbsp;กม.</font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mdh.onab.go.th/th/file/get/file/20210907641f98f14d0b4f06a42197f7de705d02163307.jpg' type='image/jpg' length='11999' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีบุญเรือง]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/11168</link>
<guid isPermaLink="false">6411219c6d8bcc93848900509679d0b9</guid>
<pubDate>Tue, 07 Sep 2021 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8=""><strong>วัดศรีบุญเรือง</strong> ตั้งอยู่ที่ถนนสำราญชายโขง ในตัวเมือง<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">มุกดาหาร</a>&nbsp;ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธสิงห์สอง</p>

<p data-v-19f09fe8="" data-v-229087d8=""><strong>ประวัติ<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94">วัด</a>ศรีบุญเรือง </strong>อุโบสถวัดศรีบุญเรือง เริ่มสร้าง พ.ศ. 2500 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2509 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2513 ขณะนั้นมีพระวิธูรธรรมาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาสวัด แต่เดิมมีเนื้อที่ตั้งวัดจำนวน 5 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ. 2490 ทางราชการได้ดำเนินการตัดถนนสำราญชายโขงผ่านที่ดินของวัดศรีบุญเรือง แบ่งที่ดินออกเป็นสองแปลง คือแปลงที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงในขณะนี้ เป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัด และแปลงที่สองอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนสำราญชายโขง เป็นที่ตั้งวัดศรีบุญเรืองในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2526 มีประชาชนคุ้มศรีบุญเรือง และพ่อค้าในตลาด<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">มุกดาหาร</a>&nbsp;รวมศรัทธาบริจาคปัจจัยชื้อที่ดินธรณีของสงฆ์เพื่อขยายวัดให้กว้างขวางขึ้นอีก จำนวน 2 งาน 92.4 ตารางวา และมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอีก 1 แปลง คือที่ดินอยู่ใกล้ถนนสายมุกดาหารไปดอนตาล อยู่ห่างจากที่ตั้งศาลากลาง จ.มุกดาหาร ประมาณ 1.5 กม. สะดวกต่อการไปมาของพุทธศาสนิกชน ปัจจุบันวัดศรีบุญเรืองอยู่ในระหว่างพัฒนา การสร้างและการบูรณะวัดจากหลักฐานของคนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาและเอกสารพอเชื่อถือได้ กล่าวไว้ว่าวัดศรีบุญเรือง เป็นวัดที่ชาวบ้าน สร้างขึ้นมาในยุคเดียวกับการสร้างเมืองมุกดาหาร (ประมาณ พ.ศ. 2310-2317) เพื่อให้พระธุดงค์ออกจาริกแสวงบุญได้พักอาศัย ในสมัยนั้นพระสงฆ์มีจำนวนน้อย จึงไม่มีพระสงฆ์อยู่จำวัด วัดแห่งนี้จึงเป็นที่พักอาศัยของพระธุดงค์มาโดยตลอด เมื่อประมาณ พ.ศ. 2318 พระยาจันทร์ศรีอุปราชา (เจ้ากินรี) ซึ่งเป็นผู้สร้างวัด และเป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองมุกดาหาร จึงได้ชักชวนเจ้านาย ข้าราชการ และชาวบ้านร่วมกันบูรณะวัด ให้เหมาะสมที่จะเป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์ และได้ร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้นทางด้านหน้าของวัด เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดศรีบุญเรือง ในสมัยที่เจ้ากินรีได้เข้ามาบูรณะและสร้างวัดหัวเมืองแล้ว (วัดศรีมงคลใต้) ก็ควรสร้างวัดท้ายเมือง (วัดศรีบุญเรือง) ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้สักการะบูชาได้โดยทั่วถึง เป็นที่น่าสังเกตว่าอุโบสถที่เจ้ากินรีได้สร้างขึ้นนั้นหันหน้าไปทางทิศเหนือ (อุโบสถส่วนใหม่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก) ทั้งนี้เป็นเพราะว่าท่านอยากจะสร้างอุโบสถแห่งนี้ไว้เป็นอนุสรณ์สำหรับตัวท่านเอง เพราะเจ้ากินรีเป็นชาวเหนือเชื้อเจ้า ท่านได้พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาด้วยความจำเป็น จึงได้สร้างอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อสร้างอุโบสถเสร็จ ก็ได้ให้ชาวบ้านศรีบุญเรืองจัดขบวนดอกไม้ธูปเทียน ไปอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองจากวัดศรีมงคลใต้ มาประดิษฐานไว้ เป็นพระประธานในอุโบสถหลังนี้ เนื่องจากว่าพระองค์พระพุทธรูปสิงห์สองนี้ เป็นพระพุทธธูปเมืองเหนือ ตัวท่านเองก็เป็นคนชาวเหนือ ได้อพยพลงมาในดินแดนทีอุดมสมบูรณ์ และท่านมีความเคารพพระพุทธรูปองค์นี้มากจึงได้นำมาประดิษฐานไว้เป็นอนุสรณ์ในอุโบสถที่ท่านได้สร้างขึ้นมา ฝาผนังอุโบสถเป็นภาพวาด สีสันงดงามมาก ด้านในเป็นภาพเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ด้านนอกเป็นภาพนรก สวรรค์ ซึ่งศิลปกรรมเหล่านี้ถือเป็นประณีตศิลป์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า อุโบสถดังกล่าวได้พังเสียหายจากความเก่าแก่ ปัจจุบันเราจึงไม่ได้เห็นภาพอันวิจิตรงดงามนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทุกวันนี้คือ ซากปรักหักพังและฐานอุโบสถเท่านั้น พระพุทธสิงห์สอง เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ปัจจุบันทางวัดได้ถือเอาหลวงพ่อพุทธสิงห์ เป็นพระประธานและเป็นสัญลักษณ์ของวัดตลอดมา ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านศรีบุญเรือง และชาวมุกดาหาร ได้ยึดเอาหลาวพ่อพุทธสิงห์สองเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจมาโดยตลอด ในงานสงกรานต์ของอำเภอเมืองมุกดาหาร ชาวอำเภอเมืองมุกดาหารได้กระทำพิธีอัญ เชิญ พระพุทธสิงห์สองจากพระอุโบสถวัดศรีบุญเรืองแห่รอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานบนแท่นที่จัดไว้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สรงน้ำเป็นประจำทุกปี</p>

<ul>
	<li>
	<p>เครื่องอำนวยความสะดวก</p>
	</li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://mdh.onab.go.th/th/file/get/file/202109077887704fb2443cb5e287047fec97b354162330.jpg' type='image/jpg' length='233575' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดป่าวิเวกวัฒนาราม(หลวงปู่จาม มหาปุญโญ)]]></title>
<link>https://mdh.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/11166</link>
<guid isPermaLink="false">3ee4a192032b482cba9dbfb86c81dc80</guid>
<pubDate>Tue, 07 Sep 2021 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดป่าวิเวก<a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2">วัฒนา</a>ราม หรือ วัดหลวงปู่จาม ตั้งอยู่บ้านห้วยทราย ตำบลคำชะอี ริมทางหลวงหมายเลข 2042 (มุกดาหาร-กาฬสินธุ์) หลวงปู่จาม มหาปุญโญ เป็นหนึ่งในอาจาริยาจารย์ที่ถือเคร่งในพระธรรมวินัยมั่นคงในพระปรมัตถ์วิปัสสนากรรมฐาน ดำเนินชีวิตในมรรคธรรม ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 รวมอายุ 104 ปี ภายในวัดมีส่วนจัดแสดงอัตถประวัติและหลักธรรมคำสอนของท่าน ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น นอกจากนั้นลักษณะเด่นของวัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เจดีย์บู่ทองกิตติ เป็นเจดีย์ลักษณะห้ายอด ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 13 เมตร ยาว&nbsp;13 เมตร ความสูงจากพื้น ถึงยอดเจดีย์&nbsp;45 เมตร เป็นศิลปะประยุกต์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.&nbsp;2530 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก เช่น พระสีวลี พระอุปคุต พระองคุลีมาล เป็นต้น ในวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชาของทุกปี จะมีพิธีสรงน้ำอย่างยิ่งใหญ่ การเดินทาง จากตัวอำเภอคำชะอี ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 (คำชะอี-สมเด็จ) เลยโรงเรียนวัดหลวงปู่จามฯ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือราว 1 กิโลเมตร จะพบทางเข้าวัดป่าวิเวกวัฒนารามอยู่ริมถนนทางขวามือ รวมระยะทางจากตัวอำเภอคำชะอี ประมาณ 7 กิโลเมตร&nbsp;วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตั้งอยู่บ้านห้วยทราย หมู่ที่ 9&nbsp; ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2478 เดิมชื่อว่าวัดหนองหน่องตั้งอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของหมู่บ้านห้วยทราย โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์และมีพระปฏิบัติธรรม เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น มาปฏิบัติธรรม ต่อมา พ.ศ. 2493 มีหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ย้ายสำนักสงฆ์เดิมมาตั้งด้านทิศตะวันตกเพราะบริเวณเดิมเป็นที่ลุ่มมีน้ำขังตลอด และได้ตั้งชื่อวัดใหม่นี้ว่า วัดป่าวิเวกวัฒนาราม เพราะบริเวณวัดมีสภาพเหมาะสมกับการปฏิบัติสมณธรรม ต่อมาได้มีพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระปฏิบัติวิปัสสนาได้จำพรรษาตลอดมา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mdh.onab.go.th/th/file/get/file/20220402c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b201758.jpg' type='image/jpg' length='1824981' />
</item>
</channel>
</rss>
